Buddha4u

.org

ค้นหาบทความ search

  • พุทธศาสนา แปลว่า ศาสนาของผู้รู้

    อ่านเพิ่ม

    พุทธศาสนา จึงเป็นศาสนาที่อาศัยสติปัญญา หรือ อาศัยวิชาความรู้ที่ถูกต้องเพื่อทำลายความทุกข์ และต้นเหตุของความทุกข์เหล่านั้น

  • ศีล 5 หรือ เบญจศีล

    อ่านเพิ่ม

    ความประพฤติชอบทางกายและวาจา , การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย , การรักษาปกติตามระเบียบวินัย , ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว , การควบคุมตนให้ตั้งอยู่ในความไม่เบียดเบียน

  • ธรรม 5 หรือ เบญจธรรม

    อ่านเพิ่ม

    เบญจธรรม, ปัญจธรรม หรือ ธรรมห้า หมายถึง ข้อพึงปฏิบัติห้าประการตามคำสอนในพุทธศาสนา ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นเหตุให้ผู้ปฏิบัติเจริญก้าวหน้า ปลอดเวร ปลอดภัย เพิ่มพูนความดีแก่ผู้ทำ

  • มงคล38

    อ่านเพิ่ม

    สิ่งที่ทำให้มีโชคดี ธรรมอันนำมาซี่งความสุขความเจริญ เรียกเต็มว่า อุดมมงคล คือ มงคลอันสูงสุด

  • กาลามสูตร

    อ่านเพิ่ม

    วิธีปฎิบัติในเรื่องที่ควรสงสัย หรือหลักความเชื่อ ที่ตรัสไว้ในกาลามสูตร

  • ไตรลักษณ์

    อ่านเพิ่ม

    ธรรมะที่ทำให้เป็นพระอริยะ (อริยกรธรรม) แปลว่า ลักษณะ 3 ประการ หมายถึงสามัญลักษณะ คือ กฎธรรมดาของสรรพสิ่งทั้งปวง อันได้แก่

  • อริยสัจ 4

    อ่านเพิ่ม

    หลักคำสอนหนึ่งของพระโคตมพุทธเจ้า แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยบุคคล หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่สี่ประการ คือ

  • ปฏิจจสมุปบาท

    อ่านเพิ่ม

    ธรรมที่อธิบายถึงการเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน, การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น เช่น

  • กัลยาณมิตตตา

    อ่านเพิ่ม

    มิตรดีหรือมิตรแท้

  • ขันธ์ 5 หรือ เบญจขันธ์

    อ่านเพิ่ม

    กองแห่งรูปธรรมและนามธรรมห้าหมวดที่ประชุมกันเข้าเป็นชีวิต

  • สติปัฏฐาน 4

    อ่านเพิ่ม

    ที่ตั้งของสติ การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง

  • โยนิโสมนสิการ

    อ่านเพิ่ม

    โยนิโสมนสิการ ตือ การใช้ความคิดถูกวิธี

  • โพชฌงค์ 7

    อ่านเพิ่ม

    ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้

  • พรหมวิหาร 4

    อ่านเพิ่ม

    ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ , ธรรมประจำใจอันประเสริฐ , หลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์ ,

  • อิทธิบาท 4

    อ่านเพิ่ม

    คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย

  • ทิศ 6

    อ่านเพิ่ม

    บุคคลประเภทต่างๆ ที่เราต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ทางสังคม ดุจทิศที่อยู่รอบตัว

  • บารมี 10 หรือ ทศบารมี

    อ่านเพิ่ม

    คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งยวด

  • สัปปุริสธรรม 7

    อ่านเพิ่ม

    ธรรมของสัตบุรุษ , ธรรมที่ทำให้เกิดสัตบุรุษ , คุณสมบัติของคนดี , ธรรมของผู้ดี

  • นิพพาน

    อ่านเพิ่ม

    จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา

  • นิวรณ์ 5

    อ่านเพิ่ม

    สิ่งที่กั้นไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม

  • อินทรีย์ 5

    อ่านเพิ่ม

    ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจกรรมของตน

  • ฆราวาสธรรม 4

    อ่านเพิ่ม

    ธรรมสำหรับการครองเรือน

  • สังคหวัตถุ 4

    อ่านเพิ่ม

    ยึดเหนี่ยวใจบุคคล และประสานหมู่ชนไว้ใน สามัคคี

  • โพธิปักขิยธรรม 37

    อ่านเพิ่ม

    ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้

  • สุ จิ ปุ ลิ

    อ่านเพิ่ม

    การเรียนดี

  • อายตนะ 12

    อ่านเพิ่ม

    สิ่งที่เชื่อมต่อกันให้เกิดความรู้

×

สัมมาอาชีวะเป็นหนึ่งในมรรค 8 หรือ มรรคมีองค์แปด

  • เลี้ยงชีพชอบ หมายถึงการทำมาหากินด้วยอาชีพที่สุจริต ฆราวาส
  • สัมมาอาชีวะ หมายถึง การเว้นมิจฉาอาชีวะ อันได้แก่ การเลี้ยงชีพไม่ชอบ คือการแสวงหาปัจจัยมาบริโภคที่มิชอบ คือการโกงหรือหลอกลวง เว้นการประจบสอพลอ การบีบบังคับขู่เข็ญ และการต่อลาภด้วยลาภ หรือก็คือการแสวงหาลาภโดยไม่ประกอบด้วยความเพียร (สัมมาวายามะ ) คือขี้เกียจ อยากได้มาง่ายๆโดยไม่อาศัยกำลังแห่งสติปัญญาและแรงกาย ซ้ำโลภจนไม่ชอบธรรม เช่น เบียดเบียนลูกจ้าง และทำลายสิ่งแวดล้อม สังคม เพื่ออย่างได้มาก เสียให้น้อย
  • รวมถึงการไม่ประกอบมิจฉาอาชีวะ 5 ประเภท ดังนี้


  • 1. สัตถวณิชชา คือ การขายอาวุธ ได้แก่ อาวุธปืน อาวุธเคมี ระเบิด นิวเคลียร์ อาวุธอื่น ๆ เป็นต้น อาวุธเหล่านี้หากมีเจตนาเพื่อทำร้ายกัน จะก่อให้เกิดการทำลายล้างซึ่งกันและกัน โลกจะไม่เกิดสันติสุข
    2. สัตตวณิชชา หมายถึง การค้าขายมนุษย์ ได้แก่ การค้าขายเด็ก การค้าทาส ตลอดจนการใช้แรงงานเด็กและสตรีอย่างทารุณ รวมถึงการขายตัวหรือขายบริการทางเพศทั้งของตัวเองและผุ้อื่น
    3. มังสวณิชชา หมายถึง ค้าขายสัตว์เป็น สำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหารเป็นการส่งเสริมให้ทำผิดศีลข้อที่ 1 คือการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
    4. มัชชวณิชชา หมายถึง การค้าขายน้ำเมา ตลอดจนการค้าสารเสพติดทุกชนิด รวมถึงการเสพเอง
    5. วิสวณิชชา หมายถึง การค้าขายยาพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ รวมทั้งเป็นอันตรายต่อสัตว์

    บรรพชิต (นักบวช)สัมมาอาชีวะ หมายถึง การใช้ชีวิตด้วยการบริโภคปัจจัยสี่ อย่างมักน้อย เท่าที่จำเป็น ถ้าเป็นนักบวชที่อยู่ด้วยการขอ ต้องรักษาปัจจัยสี่ของทายกอย่างดี เพื่อให้คุ้มค่าต่อผู้ให้ ไม่เบียดเบียน และไม่เสพสิ่งที่นอกเหนือจากปัจจัยสี่โดยไม่จำเป็นเช่นกามคุณ 5 เพราะแม้ไม่เสพกามคุณ มนุษย์ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ สัมมาอาชีวะของผู้บวชคือไม่เสพบริโภคเกินจำเป็น เช่น ดูการละเล่น แต่งตัว เป็นต้น

    การเจริญสติ

    Notebook

    ปฐมบท

    (ข้อมูลยังไม่สมบูรณ์ โปรดติดตามใน Version 2)

    • การเจริญ สติ
    • กรรมฐาน หรือ การพัฒนาจิต : ภาวนา
    • การเจริญ กรรมฐาน
    • ประเภทของ กรรมฐาน
    • สติปัฏฐานสูตร
    • ตัวกู ของกู
    • วิธีดับความโกรธ
    • เครื่องสกัดกั้นทางใจ
    • องค์ปัญญาเครื่องตรัสรู้
    • สติปัฏฐาน 4
    • หลักการปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐาน
    • สมถกรรมฐาน - วิปัสสนากรรมฐาน

    ภาคปฏิบัติ

    • ข้อที่โยคีควรปฏิบัติ
    • ข้อที่โยคีควรยกเว้น
    • ความกังวล
    • วิธีเริ่มปฏิบัติ
    • การกำหนดรู้
    • พิธีขึ้น กรรมฐาน
    • การกราบ สติปัฏฐานสูตร
    • วิธีการยืน
    • วิธีเดินจงกรม
    • ประโยชน์ของการเดินจงกรม 5 ประการ
    • วิธีการนั่ง สมาธิ
    • วิธีกำหนดนอน
    • วิธีกำหนดอิริยาบถย่อย
    • แบบฝึกหัด

    Handbook for Mankind, What the Buddha Taught, The Way Out of Suffering

    สนับสนุนเรา!

    แนะนำเราได้ที่

    วรเดช ปัญจรงคะ
    061-519-4636

    ท่องเที่ยวทางธรรม

    วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

    พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร....

    ×

    วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

    วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร เดิมเป็นวัดราษฎร์ชื่อวัดสลัก สร้างในสมัยอยุธยา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

    เมื่อทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี และทรงสร้างพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับและสร้างพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นที่ประทับสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล นั้น วัดสลักเป็นวัดที่อยู่กึ่งกลางระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังบวรสถานมงคล

    สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทโปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดสลักเมื่อ พ.ศ. 2326 พร้อมกับการก่อสร้างพระราชวังบวรสถานมงคล จากนั้นทรงเปลี่ยนชื่อวัดจากวัดสลักเป็นวัดนิพพานาราม

    เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ใช้วัดนิพพานารามเป็นสถานที่ทำสังคายนาในปี พ.ศ. 2331 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดพระศรีสรรเพชญ”

    และใน พ.ศ. 2346 พระราชทานนามใหม่ว่าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรมหาวิหาร ตามชื่อวัดในกรุงศรีอยุธยาที่เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช

    วัดมหาธาตุเป็นสถานที่ที่ใช้เป็นที่พระราชทานเพลิงพระบุพโพเจ้านายซึ่งดำรงพระเกียรติยศสูง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ใช้พื้นที่ของวัดเป็นที่สร้างเมรุพระราชทานเพลิงพระศพพระบรมวงศ์ชั้นสูง

    ในปลาย พ.ศ. 2432 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งบาลีวิทยาลัยที่วัดมหาธาตุ เรียกว่ามหาธาตุวิทยาลัย และย้ายการบอกพระปริยัติธรรมมาจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

    ต่อมา ใน พ.ศ. 2437 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างอาคารถาวรวัตถุ เรียกว่า สังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย เพื่อใช้ในงานพระศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร

    หลังจากนั้น จะทรงอุทิศถวายแก่มหาธาตุวิทยาลัย เพื่อเป็นที่เรียนพระปริยัติธรรมชั้นสูง ซึ่งจะได้พระราชทานนามว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”

    แต่อาคารหลังนี้มาสร้างเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และงานพระศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงจัดที่วัดบวรสถานสุทธาวาส

    ใน พ.ศ. 2439 โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในการบูรณะวัดมหาธาตุและพระราชทานนามว่า “วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์”


    Google Maps : add_location

    add_location public

    ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย

    องค์กรทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญองค์กรหนึ่งของประเทศไทย...

    ×

    ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย

    ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นองค์กรทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญองค์กรหนึ่งของประเทศไทย ยุวพุทธิกะ มีความหมายว่า "ผู้เยาว์ที่นับถือในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า" ถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดที่จะนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาให้เข้าถึงเยาวชนและคนรุ่นใหม่ โดยได้มีการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมมากว่า 50 ปี

    ประวัติ

    ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2493 จากแรกเริ่มคือคณะยุวพุทธิกะซึ่งเกิดจากคนรุ่นใหม่ผู้มีอุดมการณ์มุ่งมั่นที่จะศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประกอบด้วย

    นายเสถียร โพธินันทะ,

    นายบุญยง ว่องวานิช,

    และนายสุพจน์ แสงสมบูรณ์

    ท่านทั้ง 3 ได้จัดตั้ง "คณะยุวพุทธิกะ" ขึ้นเมื่อวันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ 2492 โดยมีความเห็นพ้องกันว่า จะต้องตั้งสมาคมเผยแผ่พระพุทธศาสนา สำหรับคนวัยเดียวกัน เพื่อจะได้ชักจูงคนหนุ่มสาวให้มาสนใจในพระพุทธศาสนา

    ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก อ.สุชีพ ปุญญานุภาพ เมื่อครั้งยังอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ทรงสมณศักดิ์ที่พระศรีวิสุทธิญาณ ได้อนุญาตให้ใช้พระอุโบสถวัดกันมาตุยาราม เป็นที่ทำการเริ่มแรก

    ระยะแรกได้จัดกิจกรรมปุจฉา-วิสัชนาธรรมในวันอาทิตย์ และมีอบรมปฏิบัติสมถวิปัสสนาภาวนา ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไป และได้รับความชื่นชมจากผู้ใหญ่ในสมัยนั้น

    กระทั่งต่อมาได้พัฒนาจนเกิดเป็นยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2493 ได้ใช้อักษรย่อว่า "ย.พ.ส." โดยได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา เผยแผ่ และปฏิบัติธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาแก่เยาวชน ตลอดจนผู้ที่สนใจอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร

    ลักษณะเด่นของยุวพุทธิกสมาคม

      จดทะเบียนเป็นยุวพุทธิกสมาคมแห่งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2493 ในเวลาต่อมาจึงมียุวพุทธิกสมาคมจังหวัดต่าง ๆ เกิดขึ้น

      ยุวพุทธ บริหารงานโดยคณะกรรมการบริหารและเจ้าหน้าที่ประจำ มีการบริหารจัดการ อย่างเป็นระบบ

      ยุวพุทธ เป็นผู้ริเริ่มหลักสูตรต่าง ๆ เช่น บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2509

      เป็นองค์กรสาธารณกุศล ที่มีศูนย์วิปัสสนากรรมฐานเปิดให้ผู้ประชาชนทั่วไปเข้าอบรม ปฏิบัติธรรม ทุกเดือนตลอดปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เป็นเวลาร่วม 20 ปี

      ยุวพุทธ มีหลักสูตรอบรมปฏิบัติธรรมหลากหลาย ทั้งหลักสูตรระยะสั้น 1 วัน , หลักสูตร 2 วัน , หลักสูตร 3 วัน ,หลักสูตร 8 วัน , หลักสูตร 15 วัน จนถึงหลักสูตร 1 เดือน และ หลักสูตร 3 เดือน เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเลือกเข้าอบรมปฏิบัติธรรมในโครงการต่าง ๆ ตาม ที่เวลาของตนจะอำนวย

    Google Maps : add_location

    add_location public

    วัดปรินายก

    พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร...

    ×

    วัดปรินายก

    ประวัติ วัดปรินายกวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ ๑ ถนนปรินายก แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ ๗ ไร่ ๒ งาน ๕๕ ตารางวา

    ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๒ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๑๗ เมตร

    อาณาเขต ทิศเหนือ จดคูบดินทร์นายก

    ทิศใต้ จดทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

    ทิศตะวันออก จดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    ทิศตะวันตก จดถนนปรินายก

    ประวัติความเป็นมา

    วัดปรินายก เดิมชื่อ วัดพรหมสุรินทร์ ตามผู้สร้างคือ เจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

    เมื่อครั้งยังเป็นพระพรหมสุรินทร์อยู่ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงในสมัยรัชกาลที่ ๓ ทรงขนามนามไว้ว่า วัดปรินายก และก็ถูกทิ้งให้รกร้างว่างเปล่า

    จนสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงทำนุบำรุงการก่อสร้างเสนาสนะ ถาวรวัตถุต่างๆ ตลอดจนสร้างพระอุโบสถ และพระราชทานวิสุงคามสีมา ลงวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๔๔๓ ในเนื้อที่ กว้าง ๑๔ วา ยาว ๑๘ วา

    ขอขอบคุณหนังสือประวัติพระอารามหลวง เล่ม ๑ ยังมีอีกนะค่ะ อนุโมทนาบุญ


    Google Maps : add_location

    add_location

    วัดอัมพวัน

    สถานที่และบรรยากาศดีเหมาะสมไปทำวิปัสนาและทำกิจกรรมทางศาสนา...

    ×

    วัดอัมพวัน

    มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สำนักบรรณสารสนเทศ
    Title: วัดอัมพวัน
    Added Author(s): มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สำนักบรรณสารสนเทศ
    Accessioned Date: 2014-09-10T03:46:14Z
    Extent: 1 หน้า
    Resource Type: book article; บทความในหนังสือ
    Type: Text
    File Format: application/pdf
    Language: tha
    Keyword(s): วัดอัมพวัน -- ประวัติ
    Spatial Coverage: ไทย; นนทบุรี; tgn:1085613
    Rights: ผลงานนี้เผยแพร่ภายใต้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 (CC BY-NC-ND 4.0)
    Series: วัดโบราณสมัยอยุธยา : วัดอัมพวัน
    Location: ODI, STOU
    Digital Origin: reformatted digital
    URI: http://hdl.handle.net/6625047444/682

    Google Maps : add_location

    add_location

    วัดสังฆทาน

    พระอารามหลวงฝ่ายวิปัสสนาธุระ สมัยอยุธยา...

    ×

    วัดสังฆทาน

    วัดสังฆทาน ตั้งอยู่ในจังหวัดนนทบุรีนับเป็นวัดที่ร่มรื่น เหมาะสำหรับผู้ต้องการแสวงหาความสงบสุขทางจิตใจ

    พระครูสมุห์ไพรินทร์ สิริวัฑฒโน เจ้าอาวาสวัดสังฆทานกล่าวถึงประวัติว่า เดิมวัดแห่งนี้เป็นวัดร้าง มีเพียงพระพุทธรูปหลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ในศาลาไม้มุงสังกะสี สาเหตุที่ชื่อว่าวัดสังฆทาน เนื่องจากทุกปีชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นมักนิมนต์พระสงฆ์จากวัดข้างเคียงมาที่ศาลาเพื่อถวายสังฆทานเป็นกุศโลบายให้ทุกคนมาช่วยกันทำความสะอาดวัดปีละครั้ง

    จากนั้นในปี พ.ศ. 2511 หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ อดีตเจ้าอาวาส ธุดงค์ผ่านมาและเห็นว่ามีบรรยากาศเงียบสงบเหมาะสำหรับการภาวนา แต่ท่านคิดว่าตนเองยังมีบารมีไม่มากพอ จึงเดินทางไปปฏิบัติธรรมต่อที่เขาถ้ำหมี จังหวัดสุพรรณบุรี และถ้ำกะเปาะ จังหวัดชุมพร ประมาณ 6 ปีแล้วกลับมาจำพรรษาที่วัดสังฆทาน

    แม้ช่วงแรกการเดินทางเข้ามาที่วัดสังฆทานค่อนข้างยากลำบาก เพราะไม่มีถนนตัดผ่าน ต้องนั่งเรือและเดินผ่านร่องสวน แต่ด้วยวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดของหลวงพ่อสนอง เช่น ฉันอาหารเพียงมื้อเดียว ไม่จับเงินทองและปฏิบัติตามแนวทางเนสัชชิก ถือการนั่งเป็นวัตร เว้นการนอน ทำให้ญาติโยมศรัทธาและเริ่มเข้ามาถือศีลปฏิบัติธรรมตามแนวทางของหลวงพ่อสนองมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่านจึงเริ่มพัฒนาวัดเพื่อรองรับการปฏิบัติธรรมของญาติโยมเรื่อยมาจนปัจจุบันในช่วงเทศกาลมีผู้มาปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งนี้นับพันคน

    “คนที่มาวัดสังฆทานต้องเตรียมใจว่าไม่ได้มาสบาย กินอาหารมื้อเดียวปฏิบัติจริงจัง แต่หากเราตั้งใจดีแล้ว ความลำบากก็ไม่ใช่อุปสรรค เรามาลำบากแค่กาย แต่ใจเราสงบ ก็นับว่าคุ้มค่า”

    สถานที่ทำวัตรเช้า – เย็น เดินจงกรม ยืนสมาธิ ส่วนใหญ่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ให้ความร่มรื่น

    “หลวงพ่อสนองท่านเน้นการปลูกต้นไม้เพื่อให้ความร่มเย็น เพราะบรรยากาศเหล่านี้ส่งผลต่อการปฏิบัติ แค่เข้ามาเห็นต้นไม้ เห็นความร่มรื่นก็เย็นกายแล้ว เมื่อเย็นกาย ใจเราก็จะเย็นตาม ธรรมชาติทำให้ใจเราสงบดับความทุกข์ใจเราได้”

    ทั้งนี้สิ่งที่คาดหวังจากการเปิดให้วัดเป็นที่ปฏิบัติธรรมคือ “อยากให้ญาติโยมรู้จักความสงบสุขทางจิตใจ เพราะทุกวันนี้สังคมภายนอกมีแต่ความโลภ โกรธ หลง มีแต่ความเร่าร้อน การแก่งแย่ง อาฆาตพยาบาท จึงอยากให้คนได้เข้าถึงธรรมะ เมื่อเรามีหลักธรรมะ รู้จักความเมตตา เราก็อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข”

    บทความจาก Website

    AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.

    add_location

    วัดมเหยงคณ์

    พระอารามหลวงฝ่ายวิปัสสนาธุระ สมัยอยุธยา...

    ×

    วัดมเหยงคณ์

    วัดมเหยงคณ์ เดิมเป็นพระอารามหลวงฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่เคยสำคัญยิ่งมาในอดีตสมัยอยุธยา โดยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒(เจ้าสามพระยา)ทรงสร้างขึ้น และได้รับการปฏิสังขรณ์หลายครั้งในหลายสมัย แต่ได้กลายเป็นวัดร้าง เข้าใจว่านับตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ รวมเวลาร่วงเลยมา ๒๐๐ กว่าปี ปัจจุบันเป็นวัดร้างที่สภาพโบราณสถานและโบราณวัตถุที่ยังเหลืออยู่ได้ปรักหักพังไปมาก แต่ก็พอมีเค้าเป็นหลักฐานบ่งบอกถึงศิลปะการก่อสร้างอันประณีตงดงามมโหฬารและระดับความสำคัญของพระอารามแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี
    แนวคิดทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีเกี่ยวกับการสร้างวัดมเหยงคณ์ ได้แตกออกเป็น ๒ แนวทางคือ

    - ตามพงศาวดารเหนือได้บันทึกไว้ว่า พระนางกัลยาณี มเหสีของพระเจ้าธรรมราชา (พ.ศ. ๑๘๔๔-๑๘๕๓) กษัตริย์องค์ที่ ๘ ของอโยธยาเป็นผู้สร้างวัดมเหยงคณ์ ซึ่งแสดงว่าวัดมเหยงคณ์สร้างในสมัยอโยธยาก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยาอย่างน้อย ๔๐ ปี

    - ส่วนพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวว่าศักราช ๗๘๖ มะโรงศก (พ.ศ.๑๙๖๗) สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า(เจ้าสามพระยา)กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาเป็นผู้สร้างวัดมเหยงคณ์ขณะที่พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติกล่าวว่าศักราช ๘๐๐ มะเมียศก (พ.ศ.๑๙๘๑) สมเด็จบรมราชาธิราชเจ้า (เจ้าสามพระยา) เป็นผู้สร้างวัดมเหยงคณ์ มีการวิเคราะห์กันว่าวัดมเหยงคณ์นั้นถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ครั้งอโยธยา แต่ชำรุดทรุดโทรมเมื่อเวลาผ่านไปกว่า ๑๐๐ ปี ถึงสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชทรงเห็นว่าเป็นวัดเก่าแก่ จึงบูรณะและสร้างเพิ่มเติมให้ใหญ่โตจากโครงสร้างเดิมที่มีอยู่แล้ว วั

    ดมเหยงคณ์ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ ในสมัยกษัตริย์พระนามว่า พระภูมิมหาราช (พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) ในปีฉลูเอกศก (สมัยกรุงศรีอยุธยา ตอนปลาย พ.ศ.๒๒๕๒) วัดมเหยงคณ์ได้เจริญรุ่งเรืองอย่างมากในสมัยกรุงศรีอยุธยา และคงรุ่งเรืองตลอดมาจนถึง สมัยกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. ๒๓๑๐

    ภายในวัดมเหยงคณ์ มีพระอุโบสถ ตั้งอยู่บนฐานสูง ๒ ชั้นลดหลั่นกัน ขนาดพระอุโบสถกว้าง ๑๘ เมตร ยาว ๓๖ เมตร นับว่าเป็นพระอุโบสถที่ใหญ่ที่สุด ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังพระอุโบสถทางทิศตะวันตกพ้นเขตกำแพงแก้ว จะพบพระเจดีย์ฐานช้างล้อมซึ่งเป็นเจดีย์องค์ประธานของวัดมเหยงคณ์ ตั้งอยู่บนฐานทักษิณสี่เหลี่ยมจตุรัส กว้างยาวด้านละ ๓๒ เมตร มีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีบันไดทางขึ้นทั้ง ๔ ทิศ ที่ฐานทักษิณมีรูปช้างปูนปั้นยืนประดับอยู่ตามซุ้มรอบฐานรวม ๘๐ เชือก องค์เจดีย์ประธานยอดเจดีย์หักตั้งแต่ใต้บัลลังก์ลงมา ฐานชั้นล่างของพระเจดีย์มีซุ้มพระพุทธรูปจตุรทิศยื่นออกมาเห็นชัดเจน

    บทความจาก Website

    watmaheyong.org

    add_location public

    วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร

    สถานที่ประดิษฐานของพระทักษิณโมลีธาตุ...

    ×

    วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร

    ความสำคัญ

    วัดพระธาตุศรีจอมทอง พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เป็นสถานที่ประดิษฐานของพระทักษิณโมลีธาตุ พระธาตุส่วนที่เป็นพระเศียรเบื้องขวาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีขนาดโตประมาณ เมล็ดข้าวโพด สันฐานกลมเกลี้ยง สีขาวนวลเหมือน ดอกบวบ หรือ สีคล้ายดอกพิกุลแห้ง และยังเป็นวัดพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีชวด ตามคติความเชื่อของชาวล้านนา

    ประวัติความเป็นมา

    วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร มีบริเวณที่ตั้งเป็นเนินดินสูง ประมาณ 10 เมตร เรียกกันมาตั้งแต่อดีตว่า ดอยจอมทอง ตามประวัติสันนิษฐานว่า เป็นวัดที่สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 20 แต่จากลักษณะทางศิลปกรรมของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในวัด ปรากฏเป็นลักษณะของศิลปกรรม ในสมัยหลัง พุทธศตวรรษที่ 24 ซึ่งเป็นห้วงระยะเวลาของยุคฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่

    ตำนานวัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร และพระบรมธาตุเจ้าศรีจอมทอง ดอยจอมทอง หรือ ดอยศรีจอมทองนั้น ในสมัยพุทธกาลมีเมืองตั้งอยู่ใกล้ๆ กับดอยลูกนี้ ชื่อ เมืองอังครัฏฐะมีเจ้าผู้ครองเมืองนามว่า พระยาอังครัฎฐะ พระยาอังครัฎฐะเมื่อได้ทราบข่าวจากพ่อค้าที่มาจากอินเดียว่า บัดนี้พระพุทธเจ้าได้บังเกิดในโลกแล้ว เวลานี้ประทับอยู่ที่เมืองราชคฤห์ในประเทศอินเดีย จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานขอให้พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด

    เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณแล้ว จึงเสด็จสู่เมืองอังครัฏฐะพร้อมด้วยภิกษุสาวกทางอากาศ ได้มารับอาหารบิณฑบาตจาก พระยาอังครัฏฐะ และทรงแสดงธรรมโปรดพร้อมทั้งได้ตรัสพยากรณ์ไว้ว่า “เมื่อเรานิพพาน แล้วธาตุพระเศียรเบื้องขวา (พระทักษิณโมลี) ของเราจักมาประดิษฐานอยู่ ณ ที่ดอยจอมทองแห่งนี้ ” แล้วเสด็จกลับ พระยาอังครัฏฐะเมื่อได้ทราบจากคำพยากรณ์นั้นแล้ว จึงได้สร้างสถูปไว้บนยอดดอยจอมทอง ด้วยหวังว่าจะให้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุตามที่ทรงพยากรณ์ไว้นั้น แล้วอยู่ครองราชย์จนสิ้นพระชมมายุ

    กาลล่วงมาจนถึงพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไป ณ เมืองกุสินารา และเมื่อได้จัดการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้วจึงได้แบ่งพระบรมธาตุเจ้า โดยพระมหากัสสัปปะเถระ ผู้เป็นพระสังฆเถระในที่นั้นได้ขอเอาซึ่ง พระทักษิณโมลีธาตุ (พระบรมธาตุพระเศียรเบื้องขวา ) จากพระเจ้ามัลลกษัตริย์เมืองกุสินาราได้แล้ว จึงอธิษฐานขอให้พระบรมธาตุเจ้าเสด็จไปประดิษฐานอยู่ที่ยอดดอยจอมทอง ตามที่พระพุทธองค์ได้พยากรณ์ไว้ ต่อมากาลเวลาล่วงมาถึง พ.ศ. 218 พระเจ้าอโศกมหาราชกษัตริย์อินเดียในสมัยนั้น ได้เสด็จไปสู่ดอยจอมทอง ได้สั่งขุดคูหาให้เป็นอุโมงค์ใต้พื้นดอยจอมทอง แล้วให้สร้างสถูปไว้ภายในคูหานั้นแล้ว เอาพระบรมธาตุเจ้าที่อยู่ในสถูป ที่พระยาอังครัฏฐะให้สร้างไว้บนยอดดอยนั้น เข้าไปไว้ในสถูปที่สร้างใหม่ในคูหาใต้พื้นดอยจอมทองแล้วรับสั่งให้เอาก้อนหินปิดปากถ้ำคูหาเอาไว้ แล้วทรงอธิษฐานว่า “ต่อไปข้างหน้า ถ้ามีพระเจ้าแผ่นดินและศรัทธาประชาชน มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ขอให้พระบรมธาตุเจ้าเสด็จออกมาปรากฏแก่ผู้ชนให้ได้กราบไว้สักการะบูชา ” แล้วจึงได้เสด็จกลับ

    กาลกล่าวมาถึง พ.ศ. 1995 นายสร้อย นางเม็ง สองสามีภริยาบ้านอยู่ใกล้กับดอยจอมทองนั้น ได้สร้างวัดขึ้นบนยอดดอยจอมทองนั้น แล้วให้ชื่อว่า “ วัดศรีจอมทอง” การสร้างวัดยังไม่เสร็จดี นายสร้อย นางเม็ง ก็ได้ถึงแก่กรรมไป ต่อมาถึง พ.ศ. 2009 มีชายสองคน ชื่อ สิบเงินและสิบถัว ได้ช่วยกันบูรณะก่อสร้างวัดศรีจอมทองต่อมา (มีพระสารีบุตรเถระ เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก)

    กาลล่วงมาถึง พ.ศ. 2042 ในสมัยพระธัมมปัญโญเถระ เป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุศรีจอมทอง ได้มีตาปะขาวคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่วัดนั้นเกิดนิมิตฝันว่า เทวดาได้มาบอกว่าใต้พื้นวิหารบนยอดดอยที่ตั้งของวัดนี้มีพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า และพระบรมธาตุนั้นจักเสด็จออกมาให้ฝูงชนได้กราบไหว้สักการะบูชาต่อไป ตาปะขาวจึงได้ไปเล่าความฝันนั้นให้แก่เจ้าอาวาสฟัง เจ้าอาวาสจึงได้ทำการอธิษฐานจิตว่า “ถ้ามีจริงดังความฝันนั้น ขอให้พระบรมธาตุจงได้เสด็จออกมา ในเมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่นี้เถิด” เมื่ออธิฐานแล้วในวันรุ่งขึ้นก็ได้พบพระบรมธาตุเจ้าอยู่ในรูพระเกศโมลีของพระพุทธรูป ซึ่งตั้งประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารนั้น จึงได้เก็บรักษากันไว้โดยเงียบ ๆ และรู้กันเพียงแค่เจ้าอาวาสและตาปะขาว

    กาลล่วงมาถึง พ.ศ. 2058 สมัยนั้นพระมหาสีลปัญโญเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีจอมทอง มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อ พระมหาพุทธญาโณ มาจากเมืองพุกามได้สั่งให้พระอานันทะ ผู้เป็นลูกศิษย์ไปสืบดูพระบรมธาตุที่วัดศรีจอมทอง ซึ่งบางทีอาจจะทราบระแคะระคายว่าที่วัดนั้นมีพระบรมธาตุ เมื่อพระอานันทะได้ไปถึงวัดศรีจอมทองแล้ว ได้ทำการสักการะบูชาอธิฐานจิตอยู่ ฝ่ายพระมหาสีลปัญโญ เจ้าอาวาสเมื่อได้เห็นอาการเช่นนั้นจึงนำเอาพระบรมธาตุ ซึ่งเก็บรักษากันต่อมานั้นออกมาแสดงให้พระอานันทะทราบ พระอานันทะจึงได้นำความไปทูลพระดิลกปนัดดา (พระเมืองแก้ว) ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในสมัยนั้น ให้ทรงทราบ

    ครั้งเมื่อ พ.ศ. 2060 พระรัตนราช (พระเมืองแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อได้ทราบความที่ พระมหาพุทฺธญาโณว่า “พระบรมธาตุเจ้าได้เสด็จมาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง ภายในอาณาเขตแว่นแคว้นของพระองค์เช่นนั้นแล้ว” ก็มีพระทัยยินดีปิติปราโมทย์เป็นกำลัง จึงรับคำสั่งแก่พระมหาพุทฺธาญาโณเถระว่า “ขอพระคุณเจ้าจงไปจัดการเรื่มปฏิสังขรณ์ปลูกสร้างพระวิหารหลังหนึ่ง ให้เป็น 4 มุขเหมือนวิหารวัดชัยศรีภูมิ แล้วได้ก่อปราสาทหลังหนึ่งให้เหมือนปราสาทอันมีอยู่ในพระอุโบสถวัดมหาโพธิหลวง (วัดเจ็ดยอด) ไว้ภายในท่ามกลางพระวิหารนั้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุเจ้า ให้เป็นอัครสถานอันประเสริฐต่อไป” ดังนี้ แล้วทรงประทานเงินหมื่นหนึ่งเพื่อเป็นค่าอุปกรณ์ในการก่อสร้าง พระเถระเจ้ารับคำพร้อมด้วยปะขาวนักบุญ และนายช่างทั้งหลายไปสู่วัดพระธาตุศรีจอมทอง แล้วร่วมกับเจ้าอาวาสเริ่มการปลูกสร้างพระวิหารและปราสาท ในปีชวดอัฏฐศก พ.ศ. 2060 ตามแบบที่พระเมืองแก้ว เจ้าผู้คร้องนครสั่งนั้นทุกประการ

    เมื่อการก่อสร้างพระวิหารและปราสาทสำเร็จบริบูรณ์แล้ว พระเถระจึงไปทูลถวายพระพรให้เจ้าผู้ครองนครทรงทราบ พระเมืองแก้วเจ้าผู้ครองนครมีใจยินดีมากนัก จึงรับสั่งให้สุวรรณช่างทองสร้างโกศทองคำน้ำหนักเพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมธาต ุและพร้อมด้วยเถรานุเถระ เสนาอำมาตย์ชาวบ้านชาวเมืองออกไปทำมหกรรมฉลองเป็นมหาปางใหญ่ แล้วเชิญพระบรมธาตุเจ้าเข้าไว้ในโกศทองคำตั้งไว้ภายในปราสาทนั้นแล้ว ทรงโปรดพระราชทานวัตถุไทยทานและเครื่องแห่ไว้กับพระบรมธาตุเจ้าเป็นอันมาก และถวายข้าคนไร่นาตามเขตป่า ที่ดิน ย่านน้ำ ไว้สำหรับให้ปฏิบัติรักษาทำนุบำรุงพระบรมธาตุให้เจริญถาวรสืบต่อไปตลอด 5000 พระวัสสา เหตุการณ์สำคัญของวัดพระธาตุศรีจอมทอง

      พ.ศ. 1995 วัดถูกสร้างขึ้นบนยอดดอยจอมทอง มีชื่อว่า “ วัดศรีจอมทอง”

      พ.ศ. 2470 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา

      พ.ศ. 2478 ได้รับการประกาศเป็นโบราณสถานสำหรับชาติ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52

      พ.ศ. 2506 ได้รับพระราชทานยกฐานะวัดขึ้นเป็นวัดพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร

      พ.ศ. 2524 เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ของกรมการศาสนา

      พ.ศ. 2538 เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ของกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ

    ข้อมูลทั่วไป

    วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร มีเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ ตั้งอยู่ถนนเชียงใหม่ - ฮอด หมู่ 2 ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 58 กิโลเมตร เป็นวัดสําคัญคู่เมืองจอมทองเป็นที่เคารพสักการะของชาวเหนือโดยทั่วไป

    สถานที่สำคัญภายในวัด

    • พระอุโบสถ ลักษณะทรงไทยหน้าบันลงปิดทองสวยงาม สร้างสมัยท่านเจ้าคุณสุวรรณโมลีฯ (สุวรรณบรมธาตุบริหาร) เดิมภายในพระอุโบสถมีประพุทธรูปสามองค์สร้างด้วยไม้แกะสลัก พระประธานในพระอุโบสถเป็นปางถวายเนตร ซึ่งแตกต่างจากพระอุโบสถในล้านนาทั่วไป บริเวณประตูทางเข้าพระอุโบสถได้ฝังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้ตามประเพณีของล้านนา จึงไม่อนุญาตให้สุภาพสตรีขึ้นไปยังพระอุโบสถ ภายในมีรูปวาดฝาผนังแสดงตำนานพระธาตุศรีจอมทอง และรูปเทวดาในชั้นต่างๆ
    • หอพระไตรปิฎก สร้างสมัยท่านเจ้าคุณสุวรรณโมลีฯ (สุวรรณบรมธาตุบริหาร) อยู่ด้านหลังพระอุโบสถ เป็นอาคารสองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ สำหรับเก็บพระไตรปิฎก มาบรูณะใหม่ประมาณ พ.ศ. 2534 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2536 สมัยพระครูสุวิทยธรรม
    • พระเจดีย์บริวาล (พระธาตุน้อย) ไม่มีระบุว่าได้สร้างขึ้นเมื่อใด สันนิษฐานว่าอายุประมาณ 300 ปี ได้รับการบอกเล่าว่าสร้างโดยชาวพม่า เมื่อครั้งปกครองนครเชียงใหม่ ศิลปะเป็นแบบมอญ-พม่า สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นคู่กับพระเจดีย์องค์ใหญ่ ให้เกิดการสมดุลกัน ภายในบรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย แต่ไม่ได้บรรจุพระธาตุไว้ภายใน
    • พระธาตุศรีจอมทอง ฐานรูปสี่เหลี่ยม หุ้มทองทั้งองค์ กว้าง 4 เมตร ยาว 8 เมตร ศิลปกรรมแบบล้านนา
    • พระวิหารจัตุรมุข ตามประวัติเล่าว่าพระวิหารถูกสร้างขึ้นโดย พระเจ้าดิลกปนัดดาธิราช หรือ พระเมืองแก้ว กษัตริย์ราชวงศ์มังราย เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2060 ภายในพระวิหารมีมณฑปปราสาทเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ โดยพระบรมธาตุถูกนำเข้าไว้ในโกศทองคำตั้งไว้ภายในปราสาท มีหลวงพ่อเพชรเป็นพระประธานในพระวิหาร (จำลองจากองค์จริงที่วัดท่าหลวง จังหวัดพิจิตร) และมีโบราณวัตถุ เช่น พระพุทธรูปเงินทองคำ ของคลังข้างที่ซึ่งประทานโดยเจ้าดารารัศมี พระราชชายาใน รัชกาลที่ 5 เช่น ตลับฝังเพชร งาช้างเงิน

    นอกจากนี้ยังมีหอสรงน้ำพระธาตุจอมทอง อาคารพิพิธภัณฑ์ ศาลาการเปรียญ โรงเรียนพระปริยัติธรรม กุฏิสงฆ์ สำนักปฏิบัติธรรม วิปัสสนากรรมฐาน มีกุฏิสำหรับผู้ที่มาปฏิบัติ ศาลาสอบอารมณ์กรรมฐาน โรงครัว ห้องน้ำ-ห้องสุขา

    จุดเด่นหรือสิ่งที่น่าสนใจ

    สิ่งสำคัญภายในวัด คือพระบรมธาตุเจ้าศรีจอมทอง ซึ่งถูกบรรจุไว้ในพระโกศ 5 ชั้น ตั้งอยู่ภายในพระวิหาร วัดแห่งนี้เป็นวัดที่มีผู้ที่เกิดปีชวดนิยมมากราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล สังเกตได้จากบริเวณรอบๆ พระธาตุ จะมีตุ๊กตารูปหนูวางเรียงรายอยู่ นอกจากนี้วัดแห่งนี้ยังมีประเพณี “การแห่ไม้ค้ำโพธิ์” ซึ่งเป็นประเพณีของชาวล้านนาที่ถือว่าการเอาไม้มาค้ำโพธิ์เป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา

    บทความจาก Website

    ที่เที่ยวไทย.com

    add_location

    ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติบ้านวังเมือง

    จิตที่ฝึกดีแล้ว .. ย่อมนำความสุขมาให้...

    ×

    ตำนานบ้านวังเมือง

    เดิมศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติบ้านวังเมือง เป็นบ้านของคุณแม่ละม้าย วังเมือง มีบิดา-มารดาชื่อ นายมาลัย-นางเลื่อม วังเมือง แม่ละม้ายเคยบวชเป็นแม่ชีน้อย ที่วัดเหมืองประชารามและเมื่อสึกออกไป ได้แต่งงานและย้ายไปอยู่ที่ จ.ภูเก็ต มีลูกสาว 1 คน ลูกชายสี่คน จากนั้นได้ย้ายเข้ากรุงเทพฯเพื่อไปอยู่กับพ่อแม่สามี ซึ่งมีอาชีพค้าขาย และได้เริ่มทำธุรกิจค้าขายรถยนต์โดยมีลูกๆช่วยทำกิจการ

    พระอาจารย์สุรพจน์ สทฺธาธิโก ลูกชายคุณแม่ละม้าย ได้อุปสมบทกับพระอาจารย์ขาว ฐิตวณฺโณ วัดบุญศรีมุนีกรณ์ จ.กรุงเทพฯ เป็นเวลา 3 พรรษา ปฏิบัติธรรมแบบวัดมหาธาตุ ครั้งหนึ่ง ท่านไปอยู่ที่วัดน้ำตกคลองลาน ได้เรียนรู้การปฏิบัติ หลักธรรม และเกิดความปรารถนาที่จะรวบรวมธรรมะที่แตกเป็นหลายสายให้เป็นหนึ่งเดียว จึงได้ศึกษาจากพระไตรปิฎก ก็พบว่า ที่สุดแล้ว ต้องปฏิบัติตามแนวทางมหาสติปัฏฐานสี่ ทางสายเอก เส้นเดียวเท่านั้น คือ พิจารณาเห็น กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดความยินดียินร้ายในโลกให้พินาศได้

    ครั้นแล้วภายในจิต มีความปรารถนาต้องการพบปรมาจารย์ที่สอนมหาสติปัฏฐานสี่ และไม่นาน ก็ได้พบหลวงพ่อธมฺมธโร และอยู่ปฏิบัติธรรมกับท่านเป็นเวลา 3 ปี ณ วัดไทรงามธรรมธราราม จ.สุพรรณบุรี ภายหลังคุณแม่ละม้ายได้มาถือศีลปฏิบัติธรรม โดยมีพระลูกชายคอยดูแลการปฏิบัติเป็นเวลาประมาณ 1 พรรษา

    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2537 พระอาจารย์ธมฺมทีโป เมื่ออายุ 29 ปี อุปสมบทอยู่ในความอุปถัมภ์ของหลวงพ่อธมฺมธโร(พระมหาเถระผู้ทรงธรรม) หลังจากนั้นได้ปฏิบัติธรรมร่วมกับพระอาจารย์สุรพจน์(พระพี่ชาย) คอยคุมการปฏิบัติ และแก้ไขสภาวธรรมที่ติดขัดอย่างใกล้ชิด ซึ่งปฏิบัติโดยการยกมือจับความรู้สึก จากนั้นกระแสเข้าสู่จิตภายใน ดูภายในจิตตลอดทุกอิริยาบถ จนรู้แจ้งในเส้นทางแห่งการพ้นทุกข์ และได้เขียนเส้นทางแห่งการหลุดพ้นตามแนวทางมหาสติปัฏฐานสี่ ทางสายเอก จากที่ท่านได้ปฏิบัติมาในเวลา 3 เดือน 7 วัน

    หลังจากนั้นพระอาจารย์ธมฺมทีโป ได้ไปสอนพ่อแม่ พี่น้อง และญาติ จนออกพรรษา คุณแม่ละม้ายได้นิมนต์ไป ต.ท้ายเหมือง จ.พังงา ได้ขออนุญาตพระอาจารย์จิตร เจ้าคณะตำบล นิมนต์พระลูกชายอยู่จำพรรษาเพื่อสอนพ่อแม่ปฏิบัติธรรม ท่านก็อนุญาตและอนุโมทนาว่าดีแล้วๆ พระลูกชายได้สอนพ่อแม่ปฏิบัติธรรม

    ต่อมาคุณสถาพร ซึ่งเป็นน้องชายของพ่อพระอาจารย์ และคุณอังกาบ พี่สาวของพระอาจารย์ธมฺมทีโป พร้อมกับครอบครัว ได้มาปฏิบัติธรรมจนกระทั่งลูกๆเกิดศรัทธา ได้บวชเป็นสามเณรกับพระอาจารย์จิตร วัดเหมืองประชาราม และพระอาจารย์ปลัดแปลก วัดปัตติการามเป็นอุปัชฌาย์ และขออนุญาตมาศึกษาปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์พี่ชาย ณ บ้านวังเมือง ซึ่งทางญาติๆได้ร่วมกันสร้างที่พักไว้สำหรับปฏิบัติธรรมแด่พระภิกษุสามเณร

    ภายหลัง กระทรวงศึกษาธิการได้ส่งข้าราชการเข้าอบรม ซึ่งผลการปฏิบัติเป็นที่น่าพอใจของผู้ที่ได้รับการอบรม ทางกระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความปรารถนาดี และความพร้อมของศูนย์ฯ เพื่อให้การเผยแผ่ธรรมเป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็ว เป็นประโยชน์สุขแก่คนในสังคม และผู้สนใจในธรรม จะได้พบเส้นทางที่ถูกต้อง ทางกระทรวงจึงได้จัดตั้งให้เป็นศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ กระทรวงศึกษาธิการ ภาคเอกชน แห่งแรกในประเทศไทย โดยทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544

    ทำไมเราต้องดูจิต

    จิต เป็นธรรมชาติที่เกิด-ดับ รับรู้อารมณ์สืบเนื่องไปทุกขณะ .. ทางช่องทางทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่า วิญญาณ จิตดั้งเดิม.. ผ่องใส แต่เศร้าหมอง เมื่อออกไปรับรู้อารมณ์ต่างๆ และถูกกิเลสที่จรมา คือ ความโลภ โกรธ หลง ครอบงำ เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา

    พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า " ธรรมทั้งปวง รวมลงที่จิต"

    การที่เราเริ่มต้นดูจิต คุมใจไว้ ชื่อว่า คุมอารมณ์ทั้งหมด ทั้งความรู้สึกพอใจ -ไม่พอใจ ความคิดดี-ไม่ดี ฯลฯ เมื่อเรากลับมารู้สึกที่จิตเนืองๆ เห็นการเกิด-ดับภายใน จึงไม่หวั่นไหวไปในอารมณ์ทั้งปวง...

      เมื่อบุคคลมี ราคะ มาก พระพุทธองค์ทรงสอนให้ พิจารณาซากศพ ช่วย

      เมื่อบุคคลมี ความโกรธ มาก พระพุทธองค์ทรงสอนให้ แผ่เมตตา

      เมื่อบุคคลมี ความคิด มาก พระพุทธองค์ทรงสอนให้ พิจารณาความไม่เที่ยง

      เมื่อบุคคลมี ความสุข มาก พระพุทธองค์ทรงสอนให้ เห็นทุกข์

      เมื่อมี ความยึดถือตัวตนอยู่ พระพุทธองค์ทรงสอนให้ เห็นอนัตตา คือ ทุกสิ่งไม่ได้มีตัวตน เป็นเพียงเหตุ-ปัจจัย เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน

    เมื่อพิจารณาดีแล้ว จิตย่อมตั้งมั่น มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริง เห็นทุกข์ที่เกิดขึ้น และทุกข์ที่ดับไป ชื่อว่า .. ดำเนินอยู่บนทางสายกลาง เรารักษาจิต รู้สึกไปเนืองๆ ไม่ยินดี ไม่เพลิดเพลินหลงใหล คลายความติดใจในสิ่งทั้งหลาย .. จิตจึงเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งปวง นี่เป็นเป้าหมายว่า ทำไมเราต้องดูจิต

    วิธีการ "ดูจิต"

    จิตที่ฝึกดีแล้ว ..ย่อมนำความสุขมาให้
    1. การค้นพบจิต

      หงายมือทั้ง 2 ข้าง วางบนหัวเข่า

      สูดลมหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ ผ่อนลมหายใจออกเบาๆ ลงไปตรงกลางทรวงอก บริเวณลิ้นปี่

      นิ่ง.. และสังเกตสักครู่หนึ่ง จะมีความรู้สึกเหมือนชีพจรเต้นอยู่ ตึ้บๆ วึ้บๆ (เกิด-ดับ) บางครั้ง รู้สึกแน่นๆ เหมือนเหนื่อยๆ หรือ รู้สึกว่างๆ อยู่ภายใน ก็ให้สังเกตความรู้สึกไว้ตรงนี้ด้วยอาการที่ผ่อนคลาย

    2. เรียนรู้การรับ-ส่งกระแสเพื่อแผ่เมตตา

      จากจิต..รู้สึกไปที่มือทั้ง 2 ข้าง ค่อยๆยกมือขึ้น ระยะห่างกันเล็กน้อย นิ่ง.. สังเกตความรู้สึก

      จากนั้น ขยับมือเข้า - ออก ช้าๆ จะรู้สึกเหมือนแรงดึงดูด หรือลูกบอลพลังงาน

      ให้ส่งกระแสซึ่งกันและกัน โดยฝ่ายรับยกมือค้างไว้ ฝ่ายส่งขยับมือเข้า-ออก ส่งกระแสเข้าไป แล้วให้ผู้รับบอกความรู้สึกของกระแสที่รับได้ จากนั้น ผู้รับเปลี่ยนเป็นผู้ส่ง แล้วให้บอกความรู้สึกซึ่งกันและกัน

      เปลี่ยนรูปแบบการส่ง โดยฝ่ายรับ หงายฝ่ามือขึ้น ไม่ต้องเคลื่อนไหว ฝ่ายส่ง คว่ำมือลง ผู้ส่งน้อมกระแสจากจิตไปที่มือทั้ง 2 ข้าง ขยับมือขึ้น-ลงช้าๆ เพื่อสังเกตความรู้สึกที่ส่งไป แล้วบอกความรู้สึกซึ่งกันและกัน เช่น อุ่นๆ ร้อนๆ เหมือนแรงดึงดูด .. หนักๆ เวลาขยับมือเข้าใกล้ เบาๆ เมื่อยกมือออกห่าง ฯลฯ

      ฝ่ายรับเปลี่ยนเป็นฝ่ายส่ง ให้ส่งกระแสซึ่งกันและกัน

    3.กระแสที่เรียนรู้ .. สูการแผ่เมตตา

      การแผ่เมตตาอย่างสั้นๆ.. จากจิต นึกถึงใคร

      แผ่เมตตาไป "ให้มีความสุข" การแผ่เมตตาไม่มีประมาณ

        จากจิต น้อมบุญกุศลที่เราได้ทำแล้วในบัดนี้ แผ่ไปให้พ่อ-แม่ ครูบาอาจารย์ ญาติสนิท มิตรที่รัก แผ่เมตตาให้ในหลวงของพวกเรา สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ บรรพบุรุษที่รักษาผืนแผ่นดินนี้ไว้ ผู้มีพระคุณทุกท่าน เทวดาทั้งสิบทิศ เจ้ากรรมนายเวร สัตว์นรก เปรต อสูรกาย สรรพสัตว์ทั้งหลายอันไม่มีประมาณ ให้ร่วมอนุโมทนาสาธุการ...

        ท่านที่มีทุกข์ ขอให้พ้นทุกข์ สุขอยู่แล้ว ขอให้สุขยิ่งขึ้น...

        จากจิต.. แผ่พลังความรัก ความปรารถนาดีออกไปรอบๆสถานที่ รอบๆจังหวัด รอบๆประเทศ ออกไปทั่วโลก จักรวาลอันกว้างใหญ่ แผ่ไปไม่มีประมาณ กว้างขวาง ไร้ขอบเขต " ให้ทุกท่านมีความสุข" นิ่งสักครู่หนึ่ง...

        เมื่อต้องการออกจากการแผ่เมตตา อย่ารีบลืมตา ให้ตั้งจิตภายในว่า "กลับ" แล้วสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ผ่อนความรู้สึกลงมาที่จิต ... ที่มือ... ลงมาที่ขา สัก 2-3 ครั้ง แล้วค่อยๆลืมตา

    4. ดวงจิตผ่องใส ได้ตลอดทั้งวัน

      ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง หรือนอน ทุกการเคลื่อนไหว ให้สังเกตความรู้สึกที่จิต เห็นการเกิด-ดับภายในไปตลอดเวลา ศีล-สมาธิ-ปัญญา จึงเดินไปพร้อมกัน

    5. ทางสายกลาง..ทางดับทุกข์

      จิต..ดำเนินอยู่บนทางสายกลาง เห็นทุกข์ และดับทุกข์ได้ .. เพราะมีปัญญาเห็นความจริงว่า .. ทุกข์ที่เกิดขึ้น มีความดับไปเป็นธรรมดา จิตกับความคิดแยกจากกัน จิตจึงผ่องใส เป็นอิสระจากความคิดดีและไม่ดี ความคิดไม่ดีละทิ้งไป ความคิดดีนำมาใช้ แต่ไม่ยึดมั่นว่าความคิดทั้งหลายเป็นเรา เป็นของเรา จิตจึงหลุดพ้นจากความทุกข์ พบความสุขที่แท้จริงตลอดไป

    วงจรกระแสจิต

    อธิบายวงจรกระแสจิต

      1. เมื่อบุคคลประสบกับรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่นที่ได้สูดดม รสที่ได้ลิ้ม สัมผัสทางกาย กระแสจะเข้าสู่จิต

      2. ถ้าอารมณ์ทั้งหล่าย ไม่ได้ถูกกำหนดหยั่งรู้ที่จิต ก็จะถูกส่งไปเก็บที่สมอง(ที่เก็บอารมณ์ในอดีต) และจะส่งลงมาที่จิตอีกครั้ง หมุนเวียนอย่างนี้ เรียกว่าวัฏฏะ คือ การหมุนเวียนของอารมณ์

      3. เมื่ออารมณ์ถูกเก็บหมักหมมมากเข้า อารมณ์หมักดอง(อาสวะ) ก็จะกลายเป็นเครื่องผูกรัดมัดจิต(สังโยชน์) ทำให้จิตหลุดพ้นไปไม่ได้

      4. เราต้องกำหนดที่จิต อยู่ระหว่างกลางทรวงอกบริเวณลิ้นปี่ ซึ่งเป็นจุดรวมของอารมณ์ทั้งหมด เห็นความเกิด-ดับไปทุกขณะจิต ชื่อว่า เจริญสติปัฏฐานสี่ อริยมรรคมีองค์แปด

      5. เมื่อกำหนดที่จิตแล้ว ญาณจะเข้าไปฟอกจิต กระแสจะทะลุไปข้างหลัง ผ่านขึ้นไปฟอกที่สมองเล็ก ซึ่งอยู่บริเวณท้ายทอย และจะเข้าไปฟอกที่สมองใหญ่อีกครั้งหนึ่ง จากนั้น ญาณจะขับกระแสออกมาระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นทางออกของกระแสวิญญาณ เรียกว่า มโนทวาร

      6. เมื่อดูไปเนืองๆ ก็เริ่มเบื่อหน่าย คลายความติดใจในสิ่งทั้งหลาย ที่สุดจิตก็หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่น

    บทความจาก Website

    oknation.nationtv.tv

    add_location

    วัดพันหลัง

    ข้อมูล : None

    add_location

    วัดภัททันตะอาสภาราม

    สถานที่ฝึกอบรมพระสังฆาธิการสนองงานคณะสงฆ์ และเป็นสถานที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน...

    ×

    วัดภัททันตะอาสภาราม

    วัดภัททันตะอาสภารามเป็นวัดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวมหาสติปัฏฐาน ๔ โดยคณะศิษย์ได้จัดสร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๔๓

    ด้วยความศรัทธาอันมีต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระภัททันตะ อาสภมหาเถระ ธัมมาจริยะ อัคคมหากัมมัฏฐานาจริยะ ซึ่งได้ทำหน้าที่เป็นพระธรรมทูตจากประเทศพม่า เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้านวิปัสสนาธุระในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๖

    จากการอาราธนาของคณะสงฆ์และรัฐบาลไทยในสมัยนั้น วัดภัททันตะอาสภารามได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยมีวัตถุประสงค์ในการตั้งวัด ดังนี้

      - เพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน และประกาศเกียรติคุณของพระอาจารย์ใหญ่ให้เป็นที่ปรากฏ

      - เพื่อเผยแผ่วิปัสสนากรรมฐาน สานต่องานของพระอาจารย์ใหญ่ต่อไป

      - เพื่อเป็นวัดปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามนัยคัมภีร์มหาสติปัฏฐาน ๔

      - เพื่อให้บริการ และเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแก่สาธุชนทั่วไป

      - เพื่อเป็นที่ฝึกปฏิบัติ และพัฒนาบุคลากรด้านวิปัสสนากรรมฐาน

    วัดนี้ได้รับการบริจาคที่ดินจำนวน ๒๗ ไร่ ๒ งาน จากนายสัตวแพทย์ จำเรือง พานเพียรศิลป์

    อนึ่ง คุณเกษมศรี อนัมบุตร ได้ซื้อที่ดินซึ่งอยู่ติดกันเพิ่มอีกจำนวน ๒ ไร่ ๘๖ ตารางวา และสร้างเสาพระเจ้าอโศกมหาราช เพื่อแสดงถึงความมั่นคงของวัดในพระพุทธศาสนา

    ปัจจุบัน วัดภัททันตะอาสภารามได้ใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมพระสังฆาธิการสนองงานคณะสงฆ์ และเป็นสถานที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานของบุคลากรจากหน่วยราชการต่างๆ ตลอดจนฝึกอบรมวิปัสสนากรรมฐานแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป

    สามารถรองรับผู้เข้ามาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ได้ประมาณ ๕๐๐ รูป/คน โดยมี พระครูภาวนาวราลังการ วิ. (สมศักดิ์ โสรโท) เป็นเจ้าอาวาส

    บทความจาก Website

    วัดภัททันตะอาสภาราม

    add_location public

    วัดท่ามะโอ

    บาลีไวยากรณ์ชั้นสูง , หลักของอังคุตตรนิกาย ...

    ×

    วัดท่ามะโอ

    ตั้งอยู่ที่ วัดท่ามะโอ เลขที่ ๓๗ ต.เวียงเหนือ อ.เมือง จ.ลำปาง ๕๒๐๐๐

    ประวัติวัด

    เดิมเป็นวัดร้างสร้างเมื่อใดไม่ปรากฎ จนสมัยรัชกาลที่ ๕ มีชาวพม่าเป็นพ่อค้าไม้ในนครลำปางได้ทำการบูรณะวัดพร้อมซื้อที่ดินริมแม่น้ำวังสร้างเป็นวัดพม่าขึ้นมาโดยนิมนต์พระพม่ามาเป็นเจ้าอาวาส

    วัดนี้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันในฐานะเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยเฉพาะบาลีไวยากรณ์ชั้นสูง

    ซึ่งหลวงพ่อวัดท่ามะโอ คือ ท่านธัมมานันทมหาเถระ อัครมหาบัณฑิต

    เริ่มเปิดหลักสูตรการศึกษาบาลีใหญ่ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๖

    ส่วนด้านการปฏิบัติเน้นวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐานสี่โดยแตกต่างจากสำนักวิปัสสนาอื่น ๆ คือ การนำหลักกายวิภาคศาสตร์มาประยุกต์เข้ากับการเดินจงกรมโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ อันส่งผลให้มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ตามหลักของอังคุตตรนิกายว่า ผู้ปฏิบัติต้องผ่อนคลายสรีระ และผ่อนคลายจิตใจ การผ่อนคลายสรีระคือ การไม่เกร็งกล้ามเนื้อในเวลาปฏิบัติ ส่วนการไม่เกร็งจิตใจคือไม่รู้สึกเครียดกับการปฏิบัติ

    ปัจจุบันวัดท่ามะโอจัดอบรมกรรมฐานให้แก่ผู้สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยมีพระคันธสาราภิวงศ์เป็นพระวิปัสสนาจารย์และมีครูผู้ช่วยคอยให้คำแนะนำ โดยทางสำนักให้การอบรมทั้งผู้ที่จองมาเป็นรายบุคคล และหมู่คณะ

    ติดต่อ-สอบถาม

    - ๐๕๔ - ๒๒๘๘๑๙, ๐๘๑ - ๔๒๒๘๐๓๒/๐๘๖ - ๔๓๑๑๖๑๒, ๐๘๙-๙๙๗๑๙๘๙, ๐๘๔–๔๘๕๘๕๖๔

    - E-mail : tamaoh24@gmail.com

    - www.wattamaoh.org

    add_location

    วัดยานนาวา

    พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดมหานิกาย...

    ×

    วัดยานนาวา

    พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ สังกัดมหานิกาย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ติดถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ "วัดคอกควาย" เนื่องจากมีชาวทวายมาลงหลักปักฐานอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และชาวทวายจะนำกระบือที่เลี้ยงไว้มาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน หมู่บ้านบริเวณนั้นจึงได้ชื่อเรียกกันต่อมาว่า "บ้านคอกควาย"

    ประวัติความเป็นมา

    ในสมัยกรุงธนบุรีได้รับการยกฐานะวัดคอกควายขึ้นเป็นพระอารามหลวง เรียกชื่อใหม่ว่า "วัดคอกกระบือ" ต่อมารัชกาลที่ 1 ทรงสร้างพระอุโบสถใหม่ ครั้นถึงรัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์และสร้างเรือสำเภาพระเจดีย์แทนพระสถูปเจดีย์ทั่วไป เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นรูปแบบเรือสำเภาซึ่งกำลังจะหมดไปจากเมืองไทย จึงได้เปลี่ยนชื่อจากวัดคอกกระบือเป็น "วัดยานนาวา" ด้านในมีพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้าให้สักการะ

    สำเภายานนาวา มีความยาววัดจากหงอนข้างบนถึงท้ายบาหลี (ห้องขนาดเล็กท้ายเรือสำเภา) 21 วา 2 ศอก ความยาวส่วนล่างวัดที่พื้นดิน 18 วา 1 ศอกเศษ ความกว้างตอนกลางลำเรือ 4 วา 3 ศอก ความสูงตอนกลางลำเรือ 2 วา 3 ศอก

    นอกจากนี้ยังมีพระเจดีย์องค์ใหญ่และเล็กอยู่ในลำสำเภารวม 2 องค์ ที่ห้องบาหลีมีรูปหล่อของพระเวสสันดรกับพระกัญหาชาลีประดิษฐานอยู่ อันเนื่องมาจากเนื้อความในมหาชาติคำหลวง ที่พระเวสสันดรโน้มน้าวใจพระโอรสธิดาให้อุทิศตนร่วมกับพระบิดาสร้างมหากุศล เสมือนเรือสำเภาใหญ่พามนุษยชาติข้ามโอฆสงสารไปสู่พระนิพพาน

    สถานะและที่ตั้ง

    วัดยานนาวา เป็นอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่เลขที่ 1648 ถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร มีที่ดินตั้งวัด เนื้อที่ 23 ไร่ 2 ตารางวา

    สิ่งสำคัญภายในวัด

      - พระอุโบสถ สร้างในรัชสมัยรัชกาลที่1 ก่ออิฐถือปูน เครื่องบนเป็นไม้ ในสมัยรัชกาลที่ 3 โปรดให้เขียนภาพจิตรกรรมด้านหลังบานประตูในพระอุโบสถขึ้น คือรูปกระทงใหญ่ ตามแบบที่ทำในพระราชพิธีลอยพระประทีป และโถยาคูตามแบบอย่างที่ทำเลี้ยงพระในพระราชพิธีสารทในรัชสมัยของพระองค์ พระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์ เขมงฺกโร ป.ธ.3) เป็นเจ้าอาวาส หน้าบัน ทำด้วยไม้แกะสลัก ลงรักปิดทอง ประดับกระจกสีเป็นรูปเทพพนม ท่ามกลางลายก้านขดรูปสัตว์ต่าง ๆ เสาพาไลย่อมุมไม้สิบสอง รองรับหลังคาชั้นลดด้านหน้าและด้านหลังของอาคาร บัวหัวเสาเป็นปูนปั้นลงรักปิดทอง ประดับกระจกสี ในสมัยของพระองค์ ภายในมีพระพุทธรูปปูนปั้น 4 องค์ เป็นพระประธาน 1 องค์ ปางสมาธิ 1 องค์ และปางมารวิชัย 1 องค์

      - พระประธาน ในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 3 ศอก 8 นิ้ว สูง 4 ศอก 10 นิ้ว

      - สำเภาเจดีย์ สร้างในรัชกาลที่ 3 มูลเหตุการสร้าง เพราะทรงพยากรณ์ว่าเรือสำเภาจะสูญไป จึงโปรดเกล้าให้สร้างขึ้นโดยสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก มีพระเจดีย์ 2 องค์ แทนที่เสากระโดงเรือ องค์ใหญ่ย่อมุมไม้ 25 ส่วนองค์เล็กมีฐานย่อมุมไม้ 16 ลักษณะคล้ายพระเจดีย์วัดพระเชตุพน และมีรูปพระเวสสันดรกับรูปกัณหาชาลีหล่อประดิษฐานไว้ที่ห้องบาหลี มีศิลาจารึกภาษาไทย 1 แผ่น ภาษาจีน 1 แผ่น

      - พระบรมราชานุสาวรีย์ และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับยืนหน้าพระสำเภาพระเจดีย์

      - อาคารมหาเจษฏาบดินทร์ เป็นอาคารอเนกประสงค์ วางรูปแบบเป็นอาคารที่ใช้สอยพื้นที่ประโยชน์ในตัวอาคารร่วมกัน เช่น ศาลาบำเพ็ญกุศล ศาลาการเปรียญและหอประชุม ลักษณะเป็นอาคารทรงไทยประดับยอดปราสาท 5 ยอด หลังคามุงกระเบื้องกามู 3 สี

      - หอพระไตรปิฎก เป็นอาคาร 3 ชั้น มีสัณฐานเป็นอาคารทรงไทยประดับยอดปราสาท 3 ยอด ใช้เก็บรวบรวมตู้พระไตรปิฎก

      - พระโพธิสัตว์กวนอิมหยกขาว ๓ ปาง อยู่หลังซุ้มประตูวัดบริเวณระหว่างอาคารมหาเจษฎาบดินทร์ กับหอพระไตรปิฎก

    อ้างอิงจาก

    พระอารามหลวง. คณะผู้จัดทำ พิสิฐ เจริญสุข ... [และคนอื่นๆ] กรุงเทพฯ : กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, 2551.

    add_location

    รายชื่อผู้บริจาค

    • รายนามผู้สนับสนุนทุน และส่งเสริมความรู้เพือจัดทำเว๊ปไซด์นี้ ซึ่งถือว่าเป็น คณะผู้จัดทำ

      ครูอุปัชฌาย์ ของ พระอุปวิกาโส วัดบรมนิวาส กทม.
      พระเทพสิทธาจารย์ วิ. ( ทอง สิริมงฺคโล ) วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
      พระราชสุทธิมุนี วิ. ( ป.ธ. 9 ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กทม.
      พระครูสมุห์จันดีโคตปิโน (จันดี) วัดใหม่ทองเสน กทม.
      หลวงพ่อสำราญ ( หลวงพ่อกล้วย ) วัดป่าอุทยาน จ.ขอนแก่น
      พระมหานงค์ (ป.ธ. 9) วัดยานนาวา กทม.
      แก้วขวัญ วัชโรทัย และครอบครัว
      วรเดช ปัญจรงคะ
      อรวรรณ ปัญจรงคะ
      วีระศักดิ์ ปัญจรงคะ
      วันวิสาข์ ปัญจรงคะ
      กานต์พิชชา แซ่อึ้ง
      ธัญพิสิษฐ์ อิทธิภูมิทักษา
      ลูกค้าประกันชีวิต และประกันวินาศภัย ของนาย วรเดช ปัญจรงคะ
      ลูกค้าประกันชีวิต และประกันวินาศภัย ของนางสาว วันวิสาข์ ปัญจรงคะ
      ลูกค้าประกันชีวิต และประกันวินาศภัย ของเครือนำทอง 667
      ที่ปรึกษาทางการเงิน และการประกันภัยของ www.easyinsurance4u.com ทุกท่าน
      ที่ปรึกษาทางการเงิน และการประกันภัยของ นำทอง 667 บริษัท เอ.ไอ.เอ จำกัด
      ที่ปรึกษาทางการเงิน และการประกันภัยของ Thailandwealth
      ครอบครัวรามโกมุท
      ครอบครัวศรีเพ็ญ
      ครอบครัวโชตะมังสะ
      ครอบครัวจงวานิช
      ครอบครัวโซดะ
      ครอบครัวจามรมาน
      วิรัช ไชยบุราณนนท์ และครอบครัว
      ครอบครัวภูบุญคง และครอบครัวกนกพัฒนางกูร
      ครอบครัวเกียรติกมลวงศ์
      ปานโสฬส อิสริยเมธีกุล และครอบครัว
      สุชาติ ศุภสวัสดิ์กุล และครอบครัว
      ดร. เอกสรรเสริญ กีรติวานิชย์ และครอบครัว
      ดร. ธวัชชัย วงศ์ศรีมงคล และครอบครัว
      ลักขณา ตะเวทิกุล และครอบครัว
      ไพศาล ปันทวังกูร และครอบครัว
      ประไพพร เดชตีรยากร และครอบครัว
      สุนันทา แจ้งกิติชัย และครอบครัว
      กรรณิการ์ หนุนภักดี และครอบครัว
      เบญจมาศ อินทรสุขศรี และครอบครัว
      ไพฑูรย์ เสถียรปกิกรณ์ และครอบครัว
      จีระพันธ์ อุลปาทร และครอบครัว
      ชาติชาย เลิศสัจจานันท์ และครอบครัว
      วีระพงศ์ สุขุมาลจันทร์ และครอบครัว
      จิตติ รัชไชยบุญ และครอบครัว
      รัชนีย์ ลิขิตประคอง และครอบครัว
      รัมภา ดิษาภิรมย์ และครอบครัว
      วิกรานต์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา และครอบครัว
      ชัยยศ คุณานุสนธิ และครอบครัว
      พฤทธ์ สมพรประสิทธิ์ และครอบครัว
      ปราโมทย์ เหรียญเจริญสุข และครอบครัว
      มัณฑนา จุลเสน และครอบครัว
      อโณทัย คุณาพรไพโรจน์ และครอบครัว
      เกษมชัย นิธิวรรณากุล และครอบครัว
      ดำรงพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และครอบครัว
      สุกิจ เจริญสุข และครอบครัว
      พิมพ์ญานี มงคลลิขิตกุล และครอบครัว
      พล.ต.ท. ธวัชชัย จุลสุคนธ์ และครอบครัว
      นรต. รุ่น 20
      ภรณี ศรีกาฬสินธุ์ และครอบครัว
      สุมณฑา บุญปลูก และครอบครัว
      จีรนันทน์ ทิวบุญเลื้ยง และครอบครัว
      กมลวรรณ ถาวรกูล และครอบครัว
      กุลิสรา ตะละภัฎ และครอบครัว
      วนัชพร กลั่นเมฆ และครอบครัว
      อรพิมพ์ พลาวุธ และครอบครัว
      จินตนา เผือกคเชนทร์ และครอบครัว
      มณฑล เกียรติกมลวงศ์ และครอบครัว
      อาทิตย์ โกเมนเอก และครอบครัว
      มณฑล วิบูลย์ศิริกุล และครอบครัว
      ทัยเทพ วณิชกุลชัยพร และครอบครัว
      พิทักษ์ อังศุสิงห์ และครอบครัว
      สิทธิศักดิ์ หาญอนุรักษ์ และครอบครัว
      วรวุฒิ สันติเวชสกุล และครอบครัว
      ปฐมพงศ์ อ่อนนิ่ม และครอบครัว
      อภิศักดิ์ เพ็ชรเพ็ง และครอบครัว
      สมบูรณ์ แซ่อั้ง และครอบครัว
      ตระกูล แซ่อื้อ และครอบครัว
      สุภัทร ลักษณศิริ และครอบครัว
      สมพร เชื่อมชิต และครอบครัว
      ครอบครัวสาธิตการมณี
      นิวัตร-ศรีสุดา โลหะวิจิตรานนท์ และครอบครัว
      ครอบครัวหวังว่องวิทย์
      ครอบครัวขจายศรสิทธิ์
      ครอบครัวชีวมงคล
      กัญญุมา ศิริโสภณพงศ์ และครอบครัว
      จันทรัตน์ ลี้เทียนเซง และครอบครัว
      ธงชัย-สิรินภา สิทธิเลิศประสิทธิ์ และครอบครัว
      เสาวนีย์ วิชิวานิเวศน์ และครอบครัว
      กัลยดา ชาลานุมาศ และครอบครัว
      สุภาวดี เพชรรัตน์ และครอบครัว
      ชนิน ทิวรรณรักษ์ และครอบครัว
      สิทธา ศิริพาณิชย์ และครอบครัว
      ชวิล กัลยาณมิตร และครอบครัว
      อำนวยพร เกิดพุ่ม และครอบครัว
      ประดิษฐ์ ยมานันทน์ และครอบครัว
      ชมพูนุช บุญมา และครอบครัว
      ดร. พัชราภรณ์ ญาณภิรัต และครอบครัว
      ศันสนีย์ สุภาภา และครอบครัว
      ดร. วรภัทร์ ภู่เจริญ และครอบครัว
      กมล ชาวงษ์ และครอบครัว
      กายสิทธิ์ ธำรงวัฒนชัย และครอบครัว
      ปรวุฒิ ไชยชนะ และครอบครัว
      จรูญ มะลิวรรณ และครอบครัว
      บัวแก้ว แสงโสภา และครอบครัว
      ธนวี ลิ่มวงศ์ และครอบครัว
      วรรณชนก วรณันต์ และครอบครัว
      ปุณณิกา นวรัตน ณ อยุธยา และครอบครัว
      ทิพรัตน์ เผ่าวิจารณ์ และครอบครัว
      ประสิทธิพร พรหมดิเรก และครอบครัว
      พิสิฐ - ดร.พันธุดา พุฒิไพโรจน์ และครอบครัว
      ดร. อุษณีย์ อนุรุทธิวงศ์
      ชวลิต ธรรมวิจิตร และครอบครัว
      ดร.ขวัญชัย ลีเผ่าพันธ์ และครอบครัว
      ทิพย์ ศรีไพศาล และครอบครัว
      ปรีดาวรรณ บูรณะรุ่งเรืองกิจ และครอบครัว
      จิทัศ ศรสงคราม และครอบครัว
      สุเมธ ติระตระกูลวิชยา และครอบครัว
      แสงทวี หงษา และครอบครัว
      บัญชา ไชยหงษา และครอบครัว
      อิษฎ์ ประพันธ์วัฒนา และครอบครัว
      ธนวุฒิ นัยโกวิท และครอบครัว
      นิพนธิ์ อุยโต และครอบครัว
      นิศาชล วงศ์หล่อ และครอบครัว
      ธนวรรณ เหล่าวรวิทย์ และครอบครัว
      พูลสุข เหล่าตระกูล และครอบครัว
      ลัดดา วิศวผลบุญ และครอบครัว
      สุชาดา โรจน์วิลาวัลย์
      อังคณา คีตานนท์ และครอบครัว
      สุดาศรี ชัยเศรฐเสรี และครอบครัว
      กิตติ ขอถาวรวงศ์ และครอบครัว
      เจริญสุข กิจอิทธิ และครอบครัว
      สุมิตรา ชวศิริกุลฑล และครอบครัว
      เกียรติชัย อุดมพงศ์อนันต์ และครอบครัว
      ธีรวุฒิ แก้วประภากร และครอบครัว
      สุวิทย์ กุลเพชรจิโรจ และครอบครัว
      ประสงค์ เบญจวรธรรม และครอบครัว
      สิงห์ หุ่นตระกูล และครอบครัว
      อุทัย แดงรัศมีโสภณ และครอบครัว
      สมจิตต์ วรรณประเวศ และครอบครัว
      ประสิทธิ์ โวหเกียรติ และครอบครัว
      มยุรี อำนวยพรรณ และครอบครัว
      สุชานี แสงสุวรรณ และครอบครัว
      กิริยา ด่านสุวรรณดำรง และครอบครัว
      ปราณี สุวรรณเมธาจารย์ และครอบครัว
      กฤษณา พัวศิริ และครอบครัว
      ปริยากร รัตนสุบรรณ และครอบครัว
      ดร.บุญยืน สาริกะภูติ และครอบครัว
      แก้วขวัญ วัชโรทัย และครอบครัว
      เศรษฐพันธ์ มันทรานนท์ และครอบครัว
      ปัทมาศ มีครองธรรม และครอบครัว
      มะยม พิทักษ์ผล และครอบครัว
      วัฒนา เพิ่มสุวรรณ และครอบครัว
      นครินทร์ โกวิทนิวัตสัย และครอบครัว
      ธีรโชติ เกิดมณี และครอบครัว
      บุคลากร สำนักพระราชวัง ทุกท่าน
      บุคลากร โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ทุกท่าน
      บุคลากร ไปรษณีย์ไทย ทุกท่าน
      บุคลากร สำนักอัยการสูงสุด ทุกท่าน
      บุคลากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทุกท่าน
      บุคลากร กรมศิลปากร ทุกท่าน
      บุคลากร กระทรวงวัฒนธรรม ทุกท่าน
      บุคคลกร สำนักงานพระพุทธศาสนา ทุกท่าน
      บุคลากร การเคหะแห่งชาติ ทุกท่าน
      บุคลากร สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ทุกท่าน
      บุคลากร บริษัท เสริมสุข (มหาชน) ทุกท่าน
      สมาชิกสโมสร โรตารี สุขุมวิท และโรตารีสากล
      สมาชิกสโมสร ไลออนส์ ธนบุรี และ ธนบุรีรัตน์ และไลออนส์สากล
      มหากัลยาณมิตร

    • บริจาค

      1. เพื่อบำรุงส่งเสริมการศึกษา จัดตั้งโรงเรียน เพื้อให้การศึกษาอบรมแก่ นักเรียน ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งให้การศึกษาทางธรรมด้วยอุปการะแก่ภิกษุ สามเณร และแม่ชี ให้ศึกษาธรรม วิชาครู และวิชาพยาบาลเบื้องต้น อุปการะโรงเรียนและอุปการะบุคคล ให้ได้ประกอบสัมมาอาชีพ ตามคติของพระพุทธศาสนา กับเพื่ออบรมกุลบุตร-ธิดา ให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใสในการประกอบสัมมาอาชีวะ ซึ่งเป็นองค์หนึ่งของมรรคสัจอันเป็นหลักสำคัญยิ่งของพระพุทธศาสนา และเพื่อเก็บรายได้จากทรัพย์สิน และกิจการของมูลนิธิมาใช้จ่ายในงานนี้

      บริจาคได้ที่ สัมมาชีวศิลปมูลนิธิ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระสังฆราช ได้รับอนุญาตจดทะเบียนเป็นมูลนิธิ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2492 (สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ตามกฎหมายกำหนด) ชื่อบัญชี สัมมาชีวศิลปมูลนิธิ เลขที่บัญชี 030-1-00472-2 ออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาราชเทวี และขอให้ท่านแจ้งชื่อและนามสกุล ที่อยู่เพื่อทำหนังสือขอบคุณในการร่วมสนับสนุนในการนี้ด้วย

      2. โครงการปลูกรากแก้วให้กับพระศาสนา โดยนำเด็กที่มีปัญหาด้านครอบครัว และยากจนเหล่านั้นมาบรรพชาเป็นสามาเณร ให้พวกเขาได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนทั้งแผนกสามัญ (มัยมศึกษา) และแผนกนักธรรม-บาลี ซึ่งเป็นการนำเด็กเหล่านี้เข้ามาอบรมบ่มนิสัยปลูกฝังศีลธรรมคุณธรรมให้เกิดขึ้นภายในจิตใจของเด็ก เป็นการศึกษาที่เอื้อแก่พระศาสนาและพระศาสนาก็เกื้อหนุนประเทศชาติ สิ่งที่เราจะได้รับตามมาก็คือสามารถแก้ปัญหาจริยธรรมของเด็กนักเรียนไทย ได้การศึกษาราคาถูกที่มีค่าสูงทางจิตใจพร้อมกับสร้างศาสนทายาทคุณภาพเอาไว้สืบพระศาสนาด้วย

      ดังนั้นจึงเรียนเชิญท่านที่มีจิตศรัทธามาร่วมกัน สร้างศาสนทายาท ให้กับพระศาสนา โดยการรับเป็นเจ้าภาพบรรพชาสามเณร และรับอุปถัมภ์ค่าใช้จ่ายในการศึกษา หรือ ถวายเป็นค่าน้ำ-ไฟ ตามกำลังศรัทธา (พระครูสมุห์ถนอมศิลป์ ญาณสาคโร พร้อมด้วยคณะสงฆ์ )

      บริจาคได้ที่ บัญชีทุนนิธินิมิตรมงคล เลขที่ 058-2-23285-6 ธนาคารทหารไทย สาขาบางนา ประเภทสะสมทรัพย์ และขอให้ท่านแจ้งชื่อและนามสกุล ที่อยู่เพื่อทำหนังสือขอบคุณในการร่วมสนับสนุนในการนี้ด้วย

    สาธุฯ